[Pomu69] My Sweet Banana Cake (SF)
posted on 06 Feb 2011 02:43 by topnyongthailandTitle : My Sweet Banana cake 1
Type : SF
Rate : PG-15
Writer : Pomu69

กลิ่นเค้กหวานหอมลอยหลอมรวมกับอากาศภายนอกร้านเบเกอรี่เล็กๆนามว่า “One Soul” พาเอาเหล่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าร้านชะลอฝีเท้าหายใจเอากลิ่นหวานหอมเข้าไปเต็มปอด บางคนเดินเข้ามาในร้านราวกับมีมือที่มองไม่เห็นจูงเข้ามาทีเดียว ...
ชายหนุ่มร่างบางยืนยิ้มฮัมเพลงอารมณ์ดีอยู่หน้าเตาอบขนมปังที่ก่อเป็นอิฐสีส้มขนาดไม่ใหญ่มาก เหมาะแก่ธุรกิจขนาดเล็กแบบร้านของเขา
...ร้านของครอบครัวควอน....
“เอ่อ.....ไม่ทราบว่าเปิดรึยังครับ?” พนักงานบริษัทอีกคนที่เดินตามกลิ่นหวานๆชะโงกหน้าเข้ามาถามบริเวณที่เป็นช่องหน้าต่างบานใหญ่ของโซนครัว สายตาของหนุ่มออฟฟิศสอดส่ายมองหาเจ้าของร้านไปทั่ว คิดว่าคงจะเจอคุณลุงท่าทางใจดี ยืนอบขนมปังอยู่ในครัวเหมือนที่พบเห็นได้ตามรูปบนถุงขนมปังทั่วไป....แต่คนที่เดินออกมาตอบประโยคคำถามเมื่อครู่นั้น ....ช่างแตกต่างจากจินตนาการของเค้าอย่างสิ้นเชิง...
ร่างกายบอบบาง .. ผิวสีน้ำนม...ขาเรียวยาว..ใบหน้าออกแนวซุกซน...ปากสีเชอร์รี่...ตาเรียวโฉบเฉี่ยวสีน้ำตาลเข้มช่างรับกับเรือนผมสีดำขลับได้อย่างดี ทรงผมหน้าม้ายิ่งทำให้อยากชูป้ายให้คะแนนความน่ารักเต็มสิบ ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาช่างเข้าได้ดีกับกลิ่นหอมหวานแบบนี้เหลือเกิน
“ยินดีต้อนรับครับ ...รับอะไรดีครับ?....ตอนนี้มีแค่ส่วนที่โชว์อยู่ตู้ในหน้าร้าน..ยังมีบางส่วนที่ยังอบไม่เสร็จอยู่ในเตาอบน่ะครับ...”ปาติชิเย่ร์เดินออกมาต้อนรับลูกค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทำเอาผู้มาเยือนเคลิ้มกับรอยยิ้มน่ารักของเจ้าตัว จนลืมจุดประสงค์ที่เดินเข้ามาในร้านไปเสียสนิท
“เอ่อ....คือเอาที่อยู่ในตู้โชว์อย่างละชิ้นครับ...ห่อใส่กล่อง....แล้ว...เอ่อ...”ลูกค้าคนแรกของร้านเกาหัวแกรกๆเมื่อลงท้ายประโยค พลางลอบมองหน้าคนตรงข้ามแบบเขินๆ
“ห่อใส่กล่องนะครับ....แล้ว??” คู่สนทนาเอียงคอถามอย่างสงสัย แล้วเว้นช่วงให้อีกฝ่ายได้ตอบคำถาม
“แล้วขอของแถมเป็นเบอร์คุณด้วยได้มั้ยครับ” พูดจบก็ยกยิ้มครบสามสิบสองซี่ ทำเอาใบหน้าหวานที่ยิ้มละลายใจอยู่เมื่อครู่หุบลงทันที .... ไม่มีคำพุดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอีก นอกจากมือเรียวที่ยกนิ้วชี้ไปทางประตูร้าน ....
“เอ่อ...ให้ผมไปรอตรงนั้นเหรอครับ” หนุ่มออฟฟิศคนเดิมยิ้มกรุ้มกริ่ม มองหน้าอีกฝ่ายอย่างมีความหวัง ...
“ออกไป...” เสียงเล็กลอดไรฟันออกมาอย่างเย็นชา ผิดกับบรรยากาศอบอุ่นเมื่อกี๊ลิบลับ
“เอ๋ ? ” จะว่าโง่หรือหน้าด้านก็ไม่อาจทราบได้ เหมือนมีประโยคคำถามแปะอยู่หน้าหนุ่มคนเดิมที่ยังยืนนิ่งไม่ไปไหน
“ออกไป ไอ้หน้าม่อ !” เสียงหวาน(??) ตะคอกออกมาแบบไม่มีการถนอมน้ำใจลูกค้าซักนิด ก่อนจะเงยหน้ามองส่งสายตาขยะแขยงใส่ลูกค้าคนแรกของวันอย่างเอาเป็นเอาตาย อีกฝ่ายพอเห็นดังนั้นเลยรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทัน เหมือนเพิ่งจะคิดได้ว่า การขอเบอร์ผู้ชายด้วยกันโดยแฝงเจตนาไม่บริสุทธิ์ใจแบบนั้นมันเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมากกระมัง
“ฮึ่ย...กลับมาดูร้านได้สามวันก็เจอไอ้พวกเวรนี่อีกแล้ว...เบื่อจริงเฟ้ย!” เก้าอี้ไม้สีหม่นถูกดึงออกมาจากใต้โต๊ะ ตามด้วยการทิ้งตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยหน่ายของเจ้าของร้าน บวกกับคำพูดซึ่งไม่เข้ากับสิ่งที่บรรยายมาซะสวยหรูซักนิด ...
ควอน จียง เป็นลูกเจ้าของร้านเบเกอรี่One Soulที่รับจะต้องช่วงดูแลร้านต่อจากพ่อซึ่งตอนนี้ได้เกษียณตัวเองไปเที่ยวอเมริกาเป็นเวลาสองเดือน ... จึงเรียกจียง ซึ่งเพิ่งจบมหาวิทยาลัยสาขาแฟชั่นดีไซน์มาได้หมาดๆเพียงเดือนเดียวและอยู่ในระหว่างหาดูงานที่ถูกใจ มาช่วยดูร้านแทนระหว่างที่ตนเองไปพักผ่อนกับภรรยาสุดสวยนั่นเอง ...
ทางฝ่ายลูกชายแล้ว ถึงจะไม่อยากมา แต่ก็ต้องมาเฝ้าร้านแทนพ่ออย่างเสียไม่ได้ เพราะเค้าเองโดนขู่ว่า ถ้าไม่มาช่วยเฝ้าร้านจะไม่โอนเงินเข้าบัญชีให้ซักกะบาท จียงเคยทำเฉย ไม่กลับมาช่วยที่บ้าน เพราะไม่คิดว่าพ่อของเค้าจะเอาจริงเรื่องไม่โอนเงินมาให้ลูกชายสุดที่รักคนนี้ ..แต่ที่ไหนได้ หนึ่งอาทิตย์ต่อมา กลับกลายเป็นว่า เค้าต้องหอบผ้าผ่อนหนีตายกลับมาอยู่บ้านตามคำประกาศิตของพ่อเพราะโรคไส้แห้งจนได้ ... ไม่น่าเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปซื้อหลุยส์ใบนั้นเลย...ให้ตายเถอะ!
หลังจากกลับมาถึงบ้าน พ่อก็จัดแจงเอาสูตรต่างๆใส่แฟ้มมาวางเตรียมไว้ให้เล่มเบ้อเริ่มพร้อมกำชับว่าให้เค้าเปิดร้านให้ตรงเวลาและอบขนมปังตามเมนูแต่ละวันที่พ่อจดทิ้งไว้ให้ ห้ามเบี้ยวเป็นอันขาด เพราะจะโทรมาเช็คกับยัยป้าปากโทรโข่งร้านขายผักข้างๆบ้านทุกเช้า ..... จียงแอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ... จะบังคับอะไรกันขนาดนี้เนี่ย พ่อบ้า... ทำยังกะร้านตัวเองเป็นร้านห้าดาว คนเข้าวันละเป็นแสนงั้นแหละ ถึงปิดไม่ได้จนต้องให้ลูกมาเฝ้าแทนเนี่ย .... ร่างเล็กนอนค้อมลงไปกับโต๊ะไม้สีเดียวกับเก้าอี้...
น่าเบื่อจัง ... นีต้องมานั่งทำอะไรน่าเบื่อแบบนี้สองเดือนเลยเหรอ ??
ความจริงเรื่องการทำขนม ทำเค้กสำหรับจียงแล้ว ไม่ใช่เรื่องลำบากจนทำไม่ได้ เพราะเค้าเกิดและโตมากับร้านเบเกอรี่อยู่แล้ว การที่ได้เห็นพ่ออบเค้ก ทำขนมต่างๆ ก็ต้องซึมซับมาไม่มากก็น้อย อีกทั้งพ่อของเค้ายังชอบเรียกให้มาเรียนทำเค้ก ทำขนมสูตรของร้านออกจะบ่อย เพราะฉะนั้น เรื่องแค่นี้ มันไม่ครณามือคนอย่างควอนจียงคนนี้ได้หรอก
จะว่าไป จียงก็ไม่ได้เกลียดการทำขนมหรือการค้าขายหรอกนะ แต่มันก็แค่ไม่มีแรงดึงดูดอะไรให้สนใจอะไรมากมายก็เท่านั้นเอง ...
งานธรรมดา ของคนธรรมดา ไม่มีอะไรหวือหวามีสีสันให้ชีวิต...ไม่เหมือนสิ่งที่เค้าใฝ่ฝัน...ชีวิตที่ผูกอยู่กับแคทวอล์ค...ผ้าหลากสีสัน ดีไซน์หลากหลายที่ดีไซเนอร์ขนออกมาประชันกันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เค้าเป็นอย่างมาก...นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เค้าเลือกเรียนสาขาแฟชั่นดีไซน์...จียงหมายมั่นว่าวันนึงจะต้องได้เป็นดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกให้ได้ ... ถ้าคิดจะฝันแบบนั้น เค้าควรเริ่มให้เร็วที่สุดยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ....
แต่นี่อะไร .... อนาคตดีไซเนอร์ชื่อก้องโลก... มายืนอบเค้ก ...เฝ้าร้านเบเกอรี่เนี่ยนะ!!.....
คิดแล้วแอบเซ็ง....ใบหน้าสวยแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาทุกครั้งหลังจากคิดเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากพ่อ..... เมื่อไหร่จะครบสองเดือนซะทีว้อยยยยยยย.....
กริ๊ง~~
เสียงกระพรวนติดประตูหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกันคนร่างกระทัดรัดเดินตรงเข้ามาทางจียงที่ยังนั่งเหม่อลอยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้สนใจคนที่เข้ามาใหม่ซักนิด
มือที่ดูแล้วแข็งแรงจากเส้นเลือดที่นูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเอื้อมไปยังเอวคอดของคนที่นั่งหันหลังให้ ก่อนจะจิ้มเข้าไปโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว
“เห้ยยยยยย!!!!” ร่างบางสะดุ้งสุดตัว ด้วยความตกใจขาเรียวถีบโต๊ะเต็มแรง ทำเอาเก้าอี้หงายหลังออกมา หัวกลมกระแทกเข้ากับคางคนช่างแกล้งเข้าอย่างจัง ทำเอาต่างคนต่างถอยออกมา คนนึงยืนกุมคาง อีกคนนั่งกุมหัว ใครเข้ามาตอนนี้คงคิดว่าสองคนนี้เล่นอะไรกัน....
พอเริ่มหายเจ็บ จียงเงยหน้ามองผู้มาเยือนซึ่งหาเรื่องเจ็บตัวมาให้เค้าทันที
“โว้ว ... เชี่ยเตี้ย เล่นไรของมึงเนี่ย ..” วาจาแสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงหลุดรอดออกมาจากปากหนุ่มเพรียวบางที่เพิ่งยิ้มหวานละลายโลกได้ไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว..
“ก็กูเห็นมึงนั่งเงียบๆหน้างี้หวานเชียว เลยอยากดูว่าเวลาตกใจจะร้องยังไงอะดิ”อีกคนพูดทั้งๆที่ยังลูบคางตัวเองป้อยๆ
“มึงอยากตายดีมั้ย ไอ้ยองเบ!!” แถมคำชมเสียงหวานไปอีกประโยค ทำเอาเพื่อนตัวสันทัดเขยิบไปนั่งอีกฟากนึงของโต๊ะ ...
สิ่งที่เพื่อนอยากรู้ มันเป็นสิ่งที่จียงอยากรู้เช่นกัน ว่าคนเราแม่งต้องมองแต่ภายนอกเท่านั้นรึไง เพราะส่วนมาก คนที่เจอกับเค้า จะต้องมาเหมาเอากันเอง ว่าเค้ามันอ่อนหวาน น่ารัก ว่าง่าย ใสซื่อ แบบนั้น ทั้งๆที่แท้จริงแล้ว เค้าก็เป็นเด็กผู้ชายอารมณ์ร้อนคนนึงที่ชอบเล่นอะไรแรงๆ ทำอะไรตามใจ นิสัยเหวี่ยง พูดคำหยาบคายจนติดเป็นนิสัยเหมือนชาวบ้านชาวช่องคนอื่นๆเค้านั่นแหละ
อีกประเด็นที่ทำให้เค้าไม่เข้าใจ ว่าทำใมไอ้พวกที่กล่าวมาข้างบนเนี่ย แม่งชอบมาจีบเค้าจังวะ!! กูเป็นผู้ชายนะครับ! ถึงกูจะเป็นแบบนี้ (ชำเลืองมองดูตัวเอง) ตัวบางๆ ขาวๆ ปากแดง ชอบแต่งตัว เจ้าสำอางค์ กรีดอายไลเนอร์ มันแปลกเรอะ !! ผู้ชายคนอื่นเค้าก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ! (หันไปมองไอ้ยองเบ) เว้นมึงไว้คนละกันนะ ไอ้เตี้ย -_-;
“แล้วนี่มึงมา’ไม?”จียงปรอยตามองเพื่อนร่างกะทัดรัด แล้วเดินไปนั่งลงที่เดิม
“กูมาเป็นหนูทดลองให้มึงไง ... กลัวลูกค้ามาอุดหนุนเค้กมึงแล้วท้องเสียว่ะ 555” ยองเบไม่พูดเปล่า ขาสมส่วน?? พาตัวเองไปหลังเคาท์เตอร์ หยิบพายแอปเปิ้ลชิ้นโตเข้าปากอย่างเกรงใจเจ้าของร้านที่นั่งมองตาค้างด้วยความทึ่งของความหนาจากหน้ามัน...
“จ่ายมาเลย ชิ้นนั้น4500วอน” มือเรียวแบออกยื่นไปหาคนตรงหน้า
ยองเบทำหน้าแหย ก่อนจะเอามืออีกข้างล้วงกระเป๋าให้รู้โดยการปลิ้นเอากระเป๋ากางเกงออกมาให้ดูว่าไม่มีซักกะวอน (ด้านมาก -_-“)
“เอาน่า .... วันนี้กูมีอะไรมาให้มึงดู” เพื่อนแขกดอยจัดการกับพายชิ้นนั้นจนหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนจะเดินมานั่งข้างจียงที่ทำหน้าหน่ายๆ เพราะรู้จักกับมันมาตั้งแต่ห้าขวบมันไม่เคยเปลี่ยนเลย เกรงใจกูแบบไหนก็เกรงใจกูแบบนั้นจริงๆ ...
“นี่...กูเจอในห้องใต้หลังคา เห็นมันดูประสาทแดกดี เลยเอามาให้มึงดู...” ยองเบวางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะดังปึ้ง ทำเอาฝุ่นที่สะสมอยู่ในหนังสือเล่มหนาฟุ้งขึ้นมาจนทั้งสองต้องเอามือปัดกันพัลวัน
หนังสือเล่มหนาแลดูมีมนต์ขลังอยู่ในตัววางแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะ จียงมองสำรวจผ่านฝุ่นที่เริ่มจางหายไปด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
“อะไรของมึงเนี่ย ......ตำราขนมเรียกซาตาน....”
“ฮื่อ...”ยองเบกอดอกพยักหน้าภูมิใจกับหนังสือแปลกประหลาดของตัวเอง
“นี่มันช่าง.....มันแบบ.....”จียงไม่รู้จะหาคำไหนมาพูดดี ....
“น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ .... ไม่ต้องชมกูหรอก 555”
“ไร้สาระสิ้นดีตะหากล่ะ ไอ้โง่วววว” ไม่พูดเปล่า จียงประเคนมือสวยๆไปเบิร์ดกะโหลกเพื่อนรักอีกหนึ่งป้าบ
“เชี่ยนี่ มึงบอกเฉยๆก็ได้ มือไม่ต้องแถม .... ตบมาได้ ขี้หูแทบไหล ...” ยองเบลูบพื้นที่บอบช้ำป้อยๆ ก่อนจะเขยิบมาห่างเพื่อนหัวรุนแรงอีกหนึ่งช่วงเก้าอี้
“บ้านมึงอ่านหนังสือพรรค์นี้ด้วยเหรอวะ ?” จียงเปิดพลิกปกออกมา เจอรูปวงแหวนเวทย์มนต์เหมือนที่เคยเห็นในหนังสือการ์ตูนอะไรแบบนั้นเลยแฮะ นิ้วเรียวไล้ไปตามรูปวงแหวนเล่น ก่อนจะพลิกหน้าต่อไป ...
“ก็ไม่เชิงเป็นของบ้านกูหรอก .... มึงจำน้าคนที่เคยอยู่บ้านกูก่อนที่ครอบครัวกูจะมาซื้อบ้านเค้าได้ป่ะ ...ที่เค้ามีข่าวว่าแกหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอะ...”
จียงพยักหน้าหงึกหงัก แต่ตาก็ยังสนใจอยู่ที่หนังสือเล่มโตตรงหน้า ไม่แน่นะ ไอ้สูตรพวกนี้อาจจะเอามาประยุกต์ขายในร้านเค้าแล้วดันขายดิบขายดีก็ได้ ใครจะไปรู้ ?
“นั่นแหละ ... แม่กูบอกว่า เป็นของน้าคนนั้น ... แล้วที่มันน่าสนใจ...ก็ตรงที่ลุงข้างบ้านมาเล่าให้แม่กูฟังว่าน้าคนนั้นหายตัวไปหลังจากที่ไปได้หนังสือเล่มนี้มาจากร้านขายหนังสือเก่าๆประมาณสองเดือนด้วยอะดิ”
จียงฟังเรื่องที่ยองเบเล่าแบบไม่ได้ใส่ใจนัก มือเปิดหน้าหนังสือเรื่อยเปื่อยจนมาถึงหน้าสุดท้ายของเล่ม มีข้อความเขียนด้วยลายมือหวัดๆเป็นอักษรภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า
มนุษย์เอย .....
เจ้าปรารถนาสิ่งใด ..... จงเรียกหาข้า .....
สิ่งที่เจ้าไม่สามารถหามา....จะมาอยู่ในมือในบัดดล
อย่าได้ลังเล....เพียงแค่ปล่อยกิเลสในจิตใจให้โลดแล่นไป
สิ่งที่ต้องนำมาแลก .... แค่เสี้ยวเล็กน้อยของไอวิญญาณ
เมื่อยามราตรีมาเยือน....จงนำทางข้าด้วยกลิ่นหอมหวาน..
แลกเปลี่ยนความปรารถนา...ที่เจ้าไม่อาจหักห้ามได้
“แม่งบ้าบอสิ้นดี” จียงยิ้มเหยียดให้ข้อความตรงหน้า ก่อนจะปิดมันลงอย่างไม่ใส่ใจนัก หันไปหาเพื่อนข้างๆ ที่มันเดินหายไปขโมยมูสช๊อกโกแลตมาสวาปามอีกถ้วยเรียบร้อย
“เตี้ย...แบบนี้บ้านกูเรียกตลกแดก” ―’..’―
“แหะๆ....ขี้งกไปได้ ยังไงมึงก็ขายไม่ดีอยู่และ...ไล่ลูกค้าทุกวันแบบนี้...ทีหลังหัดยิ้มหวานออดอ้อน ทำตัวว่าง่ายๆ ใครมาจีบมึงก็ยอมๆหน่อยน่า จะได้ขายดีๆ นึกถึงฮันนี่ทั้งหลายของมึงเข้าไว้ละกัน ...ไอ้จี” ไอ้ยองเบวิ่งไปตั้งท่าเตรียมจะโกยขาสั้นๆเหมือนหมาปั๊กของมันอยู่หน้าร้านเมื่อผมชูหนังสือเตรียมตัวจะปาใส่หน้าด้านๆที่มาขโมยเค้กกินฟรีของมัน แถมยังมาปากหมาบอกให้ผมทำตัวอ่อนหวานออดอ้อนอีก ฮึ่ย !! ไอ้เพื่อนเลว ..... แต่ผมก็ต้องสะอึกเมื่อมันพูดถึงฮันนี่ของผม
มันไม่ได้หมายถึงผู้หญิงหรอกครับ ที่มันพูดน่ะ หมายถึงสิ่งที่สวยงามกว่านั้นหลายขุมอย่าง น้องLouis น้องChannel น้องLoubouton และอีกมากมายนับไม่หวาดไม่ไหวของผมต่างหากล่ะ แค่คิดก็อื้อหือ อ้าหาแล้ว
ช่วยไม่ได้นี่นา น้องเค้าสวย เซ็กซี่ กันทั้งนั้น > x <
คนอย่างควอนจียง ไม่อยากเสียเวลาไปนั่งเอาใจสิ่งมีชีวิตที่ทั้งเอาแต่ใจทั้งน่ารำคาญแถมยังใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระอย่าง สิ่งมีชิวิตที่เรียกว่าผู้หญิงหรอก (แน่ใจนะ ว่าที่พูดมา ไม่เข้าตัวมึงเลยซักนิด / ยองเบ)
ไม่ครับ ... จียงไม่ได้เป็นผู้ชายผิดเพศ หรือเกลียดชะนีแต่อย่างใด เค้าก็ยังมีความรู้สึกกับเพศตรงข้ามเหมือนคนปกติทั่วไปนั่นแหละ เพียงแต่ในตอนนี้จียงมีสิ่งที่รักและสิ่งที่อยากทำมากจนเกินกว่าจะเอาเวลาไปผูกติด หรือคอยเอาใจใครก็แค่นั้น (หรือบอกได้อีกอย่างว่า จียงไม่ชอบเอาใจคนอื่น แต่คนอื่นต่างหาก ที่ต้องมาเอาใจเค้า!)
“แบบนั้นให้กูไปถกกางเกงแล้วยืนโก่งตูดหน้าร้านเลยดีกว่ามั้ย ไอ้เพื่อนเวร !!”
ร่างบางวิ่งหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงหัวเราะ เสียดายหนังสือเล่มหนาที่เค้าเขวี้ยงไปไม่โดนหัวไอ้เตี้ยนั่นซักอั้ก กวนอวัยวะเบื้องต่ำกูดีนัก ไอ้นี่ ....
ขาเรียวเดินเข้าไปเก็บหนังสือเล่มเก่าเอาไปวางไว้บนโต๊ะข้างเคาท์เตอร์ก่อนจะเดินไปทำอย่างอื่น ไม่ได้หันมาสนใจหนังสือลึกลับที่เปล่งประกายสีทองวับออกมาตามลายเส้นสีทองที่นูนขึ้นมาเป็นวงแหวนที่หน้าปกแม้แต่น้อย
....................................................................................
เวลาผ่านไปเข้าช่วงเย็น จียงนั่งหงอยอยู่หน้าเคาท์เตอร์ มือท้าวคางจ้องหน้าจอมอร์นิเตอร์โน๊ตบุ๊คดูคอลเลคชั่นใหม่ของบรรดาฮันนี่ไปเรื่อยเปื่อย
อันนี้มีแล้ว ...... อันนี้เพิ่งซื้อเดือนที่แล้ว ....... อันนี้สีไม่โดน ....
หน้าอัพเดท ...... หืม .... เพิ่งอัพเมื่อกี๊ .... ขอดูหน่อยซิ ...
นั่นมัน ......... นั่นมันนนนนนนนนน !!
น้องเกิดมาเพื่อพี่ใช่มั้ยจ๊ะ ...... อยากมาอยู่กับพี่ใช่มั้ย ?
ยิ้มของน้องช่างแสนหวาน พาให้พี่ใจสั่น > /// <
ควอนจียง ตกหลุมรักแบรนด์แนมอีกครั้ง ......อีกครั้ง ......และอีกครั้ง ...ครั้ง...ครั้ง (แอคโค่ไม่สิ้นสุด)
มือเรียวเลื่อนเม้าส์ไปกดสั่งเหมือนตกอยู่ในภวังค์ทันที โดยไม่ได้คิดถึงอัตภาพของสิ่งที่เรียกว่าเงินในกระเป๋าเลยแม้แต่น้อย ....
โหววววว....เพิ่งอัพเดทลงหน้าOfficialห้านาที หมดแล้ว ????
โอวววววว น้องช่างควรค่าเหมาะสมกับพี่จังเลย.....(เคลิ้มอีกรอบ)
ว่าแต่ เหมือนกูลืมไรไปอย่างสองอย่างรึเปล่าฟะ ?
หนึ่ง...สั่งของไปแล้ว.....มันต้องใช้เงิน .....
สอง...เงิน....ที่กูเพิ่งหมดไปกับพี่สาวน้องที่เพิ่งสู่ขอไปเมื่อกี๊ (เดือนที่แล้ว)
เงิน....ที่กูไม่มี๊ ~~~~~~~~ (โหยหวนนนนนนน)
เชดโด้ววววว.......
เงินไม่มา
ปัญญาดับ
แบรนด์เนมไม่ได้จับ
แล้วกูจะทามยางง๊ายยยยยยยย~~(ทึ้งหัวตัวเอง)
โทรไปหาพ่อก็ไม่ได้....ดันสั่งมาเด็ดขาด ว่าถ้าขายไม่ได้ก็ลิ้มรสความจนไปซะ....แต่ถ้าขายดี กำไรที่ได้จากที่พ่อตั้งไว้ก็เอาไปใช้ได้ตามสะดวก นี่จะทำร้ายลูกตัวเองไปถึงหนายยยยยยย มาด่งมาดัดนิสัยอะไรกันตอนนี้ ห๊ะ ทีเมื่อก่อนล่ะตามใจกูจั๊งงง.... มาบอกกันได้ ว่าทำแบบนี้เพื่อบำบัดโรคติดแบรนด์ มันหายกันได้เรอะ
กูไม่ได้ติดยา~~~~~~~ พ่อบ้า !!!
แล้วแบบนี้จะทำยังไงล่ะ ?? ยองเบก็เพิ่งเอาเงินไปซื้อรองเท้าลิมิเต็ดของมันเมื่อวานซืน บ่จี๊ไม่ต่างกันแน่นอน ทางไหนที่จะหาเงินไปพาน้องเค้ากลับบ้านได้ล่ะนี่ ~~ กลุ้มครับ กลุ้มมมมม
........................................................................
จียงนั่งคิดว่าจะไปหาเงินที่ไหนมาสนองตัณหาตัวเองจนเลยเวลามาช่วงหัวค่ำ ดูท่าว่าจะไม่มีลูกค้าแวะเวียนมาแล้วมั้ง ... คนตัวบางเลือกที่จะเก็บร้าน แล้วว่าจะไปนอนคิดหาวิธีหลอกเอาเงินจากคนอื่นมาโปะค่าสินสอดน้องคนสวยทางไหนดี
เมื่อเก็บกวาดเช็ดถู เช็ควัตถุดิบและผลไม้ที่ต้องออกไปซื้อมาเพิ่มพรุ่งนี้ พร้อมห่อเค้กที่เหลือจากการขายเก็บในวันนี้ไว้ให้ไอ้หมาปั๊กยองเบแล้ว ร่างบางก็กระตุกปมที่ผูกผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มไว้ที่หลังเอวคอดออก เมื่อแก้สายผูกผ้าที่ยาวจนระพื้น จียงเผลอสะดุดปลายสายตอนกำลังจะเอาสายคล้องคอออกจากหัวกลมๆ ทำให้เค้าเสียหลักเซไปชนกับโต๊ะข้างเคาท์เตอร์จนหนังสือที่ถูกวางลืมไว้ตั้งแต่เมื่อเย็นร่วงลงมา หน้าหนังสือเปิดกางออกราวกับจงใจ...
มนุษย์เอย .....
เจ้าปรารถนาสิ่งใด ..... จงเรียกหาข้า .....
สิ่งที่เจ้าไม่สามารถหามา....จะมาอยู่ในมือในบัดดล
อย่าได้ลังเล....เพียงแค่ปล่อยกิเลสในจิตใจให้โลดแล่นไป
สิ่งที่ต้องนำมาแลก .... แค่เสี้ยวเล็กน้อยของไอวิญญาณ
เมื่อยามราตรีมาเยือน....จงนำทางข้าด้วยกลิ่นหอมหวาน..
แลกเปลี่ยนความปรารถนา...ที่เจ้าไม่อาจหักห้ามได้
“หึ .... ไร้สาระสิ้นดี...ใครเค้าจะเชื่อวะ ?” จียงก้มลงไปปิดหน้าหนังสือลง แล้วเก็บขึ้นมาวางที่เดิม
ลมกรรโชกพัดมาปะทะหน้าหวานจนจียงต้องหลับตา ทั้งๆที่หน้าต่างของร้านก็ปิดสนิทหมดทุกบาน .... แล้วลม....มาจากไหน ??
หนังสือตรงหน้าดูจะทวีความขลังขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เมื่อลมที่พัดมาอย่างไร้ที่มาที่ไปเมื่อครู่พาเอาหนังสือเปิดขึ้นมาที่หน้าเดิม จียงขนลุกไปทั้งแขน รู้สึกวูบไหวแถวๆต้นคอ เหมือนกับมีใครมาเป่าลมให้ขนลุกยังไงอย่างงั้น ....
หรือมันจะจริงวะ ?? ความห้าวเหมือนไหลลงท่อที่มองไม่เห็นทันที ขาที่ตอนนี้ค่อยๆก้าวถอยหลังไปหาที่พักพิง ถอยไปถึงบริเวณที่วางโน๊ตบุ๊คที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อเย็น ... ภาพของฮันนี่เผยขึ้นมาแทนสกรีนเซเวอร์รูปจียงและบรรดาคอลเลคชั่นในฮาเร็ม ความกลัวเมื่อกี๊ค่อยๆหายไป ....
ในเมื่อขออะไรก็ได้ ....เท่ากับว่าฮันนี่คนสวยของเค้าก็อยู่แค่เอื้อมน่ะสิ
แล้วทำใมไม่ลองล่ะ จียง?
ถ้ามันไม่มีห่าไรเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครเห็นนี่นา ไม่เห็นต้องอายนี่หว่า ..... เอาไงก็เอาวะ .... มันก็บอกแค่ว่า เสี้ยวนึงของไอวิญญาณนี่นา....นิดๆหน่อยๆไม่ถึงกับตายหรอกน่า เค้าก็ไม่ได้คิดจะอยู่เป็นตาแก่ควอนไปจนถึงอายุเจ็ดสิบแปดสิบซะหน่อย...
เมื่อตกลงกับตัวเองได้แล้ว ขาที่เมื่อกี๊ค่อยๆถอยหนีก็ก้าวเข้าไปหาอีกครั้งตามการชักนำของกิเลสในจิตใจ
“ไหนดูซิ.....ต้องทำไงบ้างเนี่ย?...”จียงเปิดกลับไปหน้าแรกอีกครั้ง สารบัญที่ถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆปรากฏขึ้น จียงไล่สายตาหาเมนูที่เค้าควรจะใช้ทันที
สารบัญ
เค้กชิฟฟอนสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จเรื่องความรัก หน้า 2
ทาร์ตคัสตาร์ดสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จด้านการเรียน หน้า 5
มูสช็อกโกแลตสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จเรื่องการงาน หน้า 7
บราวนี่สำหรับผู้ที่ต้องการแก้แค้นคนที่เกลียด หน้า 10
..................
..........................
จียงอ่านไล่ลงมาเรื่อยๆ ดูเหมือนจะยังไม่เจอสิ่งที่เค้าหาแฮะ อ๊ะ อันนึ้รึเปล่านะ?
เค้กกล้วยหอมสำหรับผู้ที่ปรารถนาในแฟชั่นและแบรนด์เนมแบบไม่มีสิ้นสุด หน้า 88
คิ้วได้รูปขมวดยู่ ทำไมรู้สึกเหมือนโดนไอ้หนังสือนี่แอบด่าเลยวะ ?
ไม่รอช้า รีบพลิกไปยังหน้าที่ว่า....หน้าที่เค้าหาอยู่นั่น มีวงแหวนเวทย์รูปคล้ายๆหน้าลิงเขียนไว้ และถัดลงมาก็มีสูตรนั่นนี่เขียนไว้เต็มหน้า ..... จียงแอบงง ทำใมต้องคล้ายลิง ? แถมยังเป็นเค้กกล้วยหอม ??
แต่อะไรก็ไม่สามารถดึงความอยากครอบครองสาวน้อยแบรนด์เนมนั่นได้ จะรูปอะไรก็ช่างมันเถอะ ..... จียงอ่านไล่ลงมาจากบรรทัดแรก แล้วค่อยๆนำน้ำตาลมาโรยเป็นรูปเดียวกับรูปวงแหวนลิงในภาพทันที
มือคล่องแคล่วผสมแป้ง ทั้งตีทั้งคนด้วยความมั่นใจ อาจเป็นเพราะเค้กกล้วยหอมเป็นสูตรแรกเลยล่ะมั้ง ที่พ่อเคยสอนเค้าทำตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ เมื่อเห็นว่าทำได้ดี พ่อจึงใช้ให้เค้าตระเตรียมเค้กกล้วยหอมมาขายในร้านแทนเป็นประจำ ไม่อยากจะอวดนะ แต่เค้กกล้วยหอมสูตรของจียงน่ะ ขายดีเป็นอันดับต้นๆของร้าน แถมยังหมดทุกครั้งที่ทำเลยนะ !
ถ้าเป็นไอ้นี่ล่ะก็....สบายควอนเลยล่ะ....หุหุ
เมื่อทำเค้กกล้วยหอมเสร็จเรียบร้อยจียงเทเนื้อเค้กใส่ในถ้วยบล็อกแล้วนำเข้าเตาอบ สักพักกลิ่นหอมๆของเค้กกล้วยหอมสูตรเด็ดของน้องควอนก็อบอวลไปทั่วทั้งห้องครัว
“หอมจัง” จียงสูดจมูกฟุดฟิด แล้วยิ้มกับผลงานตัวเอง ก่อนจะนับถอยหลังห้าวินาที รอเตาอบดังเตือนเมื่อถึงเวลาเค้กอบเสร็จเรียบร้อย
5….
4….
3….
2….
1…. ติ๊ง!
พรึ่บ !
มือเรียวที่กำลังจะเอื้อมมือไปทางหูประตูเตาอบเพื่อดึงเอาเค้กที่ส่งกลิ่นหอมออกมาต้องชะงัก เพราะอยู่ดีๆไฟก็ดันมาดับไปซะได้ เกิดอะไรขึ้นฟะ ?
จียงค่อยๆคลำทางไปยังตู้เก็บอุปกรณ์ข้างประตูเข้าห้องครัว ล้วงมือหยิบไฟฉายในเก๊ะ แต่ก็ต้องอารมณ์เสียเมื่อไฟฉายซึ่งไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานานเปิดไม่ติดซะนี่ ....
กระบอกสีเงินเคาะเข้าหามือนิ่มของคนถือสองสามป้าบจึงค่อยๆกระพริบแสงออกมาจากปลายกระบอกในที่สุด
“ชิ...ต้องให้รุนแรงนะเอ็ง....ห๊ะ.....เห้ยยยยยยยยย!!!” จียงตกใจจนไฟฉายแทบหลุดมือ เมื่อแสงที่ส่องไปข้างหน้าตกกระทบกับร่างกายสูงใหญ่ของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญในชุดดำ แต่เหมือนความกลัวจะถูกกลบไปด้วยต่อมเรดาร์จับหาของแพงของจียงที่เริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ ถึงจะมองไม่เห็น แต่จียงรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณดาวแม่ว่าเจ้านี่ต้องเป็นพวกเสพติดแบรนด์แบบเค้าแน่นอน ! ความรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าแบรนด์เนมด้วยกันเกิดขึ้นทันที ...แบบนี้ค่อยน่าคุยด้วยหน่อย .....
คนตรงหน้าค่อยๆหันกลับมาหาจียงก่อนจะเอามือป้องปิดไปทางที่คนตัวบางส่องไฟขึ้นไปกระทบเข้ากับตาดุๆนั่น
“เจ้า!....ปิดแสงนั่นเดี๋ยวนี้!” สั่งด้วยเสียงทุ้มทรงพลัง
“ปิดแล้วจะมองอะไรเห็นอ่ะ” ผู้มาเยือนอันน่าเกรงขามแปลกใจนิดหน่อยที่คนตัวเล็กๆผอมบางตรงหน้าไม่กลัวเค้าซักนิด แถมยังพูดโต้ตอบแบบสบายๆอย่างนี้อีก
“งั้นแบบนี้ก็ละกัน” นิ้วใหญ่ดีดนิ้วดังเป๊าะ ไฟทั้งห้องก็สว่างขึ้นมาทันตาเห็น
ในความคิดของทุกคนเคยสงสัยมั้ยฮะ ว่าซาตานหน้าตาเป็นแบบไหน ??
ตัวแดงๆ มีเขา มีเขี้ยว หรือมีปีกเหมือนปีกกาสีดำอันใหญ่ๆงอกออกมาจากหลัง... นั่นแหละครับ ผมเองก็คิดไม่ต่างกัน ... แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมทำเอาทฤษฏีมโนภาพซาตานของผมต้องมลายหายไปหมด เพราะเจ้านี่ปรากฏตัวพร้อมกับสูทสีดำเข้ารูปแถมยังมีเสื้อคลุมสีเดียวกันใส่ทับมาแบบเนี้ยบสุดๆ รองเท้าหนังเงาวับนั่นอีก ดูก็รู้ว่าทั้งตัวมันเนี่ย .... ประเมินค่ายากแน่นอน ราคาทั้งหมดทั้งมวลคงสูงลิบลิ่วแหงแซะ แล้วดูทรงผมสีเงินที่ถูกเซ็ทเสยขึ้นไปเผยคิ้วเข้มๆกับหน้าหล่อๆที่ขนาดเป็นผู้ชายด้วยกันยังปฏิเสธไม่ได้ว่ามันหล่อมากนั่นอีก ไอ้นี่มันต้องเป็นซาตานคุณชายแน่นอน .... จัดเต็มมาซะขนาดนี้ ...
แต่พอลองมองดีๆก็เริ่มเข้าใจ ว่าทำไมวงแหวนของเจ้านี่ต้องเป็นรูปลิง....เห็นหน้าหล่อๆแต่ก็แอบเหมือนลิงเหมือนกันนี่หว่า 555
ใบหน้าน่ารักค่อยๆกลั้นยิ้ม แล้วเอ่ยเสียงนิ่งเรียบ
“แล้วทำใมตอนมาต้องทำไฟดับวะ ? สนุกเร๊อะ ?” ถามแบบเซ็งๆ เพราะดูแล้วมันไม่จำเป็นซักนิด บ้าป่าววะ ไอ้นี่ ...
“เอ่อ....ก็มันเป็นธรรมเนียม....มาตอนไฟสว่างมันไม่ใช่แนวข้าน่ะ” ทำไมเค้าต้องรู้สึกเหมือนตัวเองโง่ๆต่อหน้าคนตัวเล็กนี่ด้วยฟะ ร่างสูงใหญ่ของซาตานก็ไม่เข้าใจเหมือนกันแฮะ จะมีใครที่ชิลล์ได้มากกว่านี้อีกมั้ยเนี่ย .... มึงไปเอาไพ่มาตั้งวงเล่นกะกูเลยดีมั้ย??
“เอาเถอะๆ ... ชั้นอยากได้นี่อะ.... นายแบบ....เอ่อ...เสก...มาให้ได้ปะ” จียงชี้ไปที่หน้าจอมอร์นิเตอร์ที่ฉายรูปฮันนี่ที่เค้าเล็งเอาไว้เมื่อเย็นทันที
“เค้กอ่ะ??”คนตัวโตไม่มองไปทางที่อีกคนชี้ด้วยซ้ำ หัวโตๆมองหาซ้ายขวาพร้อมทำจมูกฟุดฟิดหาต้นกำเนิดกลิ่นทันที
“โห่ววว....ไอ้ลิงตะกละ...” หน้าหวานแต่วาจาตัดฉับทำเอาอีกคนทำหน้างงๆที่อีกฝ่ายไม่รีบเข้าไปหยิบสิ่งที่ต้องการมาให้เค้า กลับกอดอกแล้วจ้องมาที่หน้าคมซะงั้น
เจ้านี่มันกล้าขัดข้าด้วยเหรอ ?? ทำยังกะข้าเป็นเพื่อนเล่นมันงั้นอะ .??? แปลกมนุษย์ชะมัด
“ไม่ใช่ลิง....ข้าชื่อเทมป์....แล้ว.....ตะกละคืออะไร?”
“หา???...นี่ไม่รู้จริงหรือแกล้งซึนเนี่ย??....” ร่างบางตรงหน้าไม่ตอบคำถามที่เค้าอยากรู้ด้วยซ้ำ แต่ตัดปัญหาด้วยการเดินไปเอาเค้กออกจากตู้มาใส่จานแทน
ด้วยความที่เทมป์ไม่ได้ขึ้นมาทำสัญญากับมนุษย์นานมากจนจำไม่ได้ เมื่อก่อนน่ะก็เคยได้ขึ้นมาทำอยู่บ้างหรอก แต่ก็ไม่ได้อยู่หมวดหมู่นี้มาตั้งแต่แรกหรอกนะ แต่เพราะเค้าเคยแอบขึ้นมาบนโลกมนุษย์แล้วตกหลุมรักเครื่องแต่งกายเท่ห์ๆพวกนี้ของมนุษย์จนต้องใช้วิชามารเหมามันลงไปเยอะแยะก็เท่านั้นเอง ... พอท่านพ่อจับได้ เลยโดนทำโทษโดยการกักบริเวณไม่ให้ขึ้นมาอีก แถมยังโดนย้ายจากหมวดความสำเร็จในด้านการลดน้ำหนักมาอยู่ไอ้หมวดแบรนด์เนมนี่อีก
จากนั้นเค้าเลยไม่ได้ขึ้นมาเหยียบโลกมนุษย์อีกเลย ก็แน่ล่ะ ...มันจะมีใครที่มีความต้องการแบบเจ้าหมอนี่อยู่บ้างล่ะ ? คงน้อยอะ
นอกจากพวกพี่ๆของเค้าที่ได้ขึ้นมาทำงานบ่อยๆเพราะเป็นหมวดหมู่ที่ถูกเลือกมากที่สุด อย่างพี่เซเว่นที่ทำเรื่องความรัก กับพี่เท็ดดี้ที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องความสำเร็จทางการงาน ขนาดพี่คุชเองได้อะไรที่ดูไม่น่าจะมีงานเยอะอย่างการแก้แค้นก็ยังได้ขึ้นมาทำงานบ่อยกว่าเค้าอีก
แต่เทมป์ก็ดีใจ....เพราะเค้าไม่เคยคิดเลยนะ ว่าจะโดนเรียกขึ้นมา.....ไม่เคยคิด....ว่าจะได้เจอคนที่คล้ายกันอย่างเจ้านี่เนี่ย......
อีกอย่างเค้กกล้วยหอมก็เป็นสิ่งที่เค้าชอบแสนชอบ ให้กินเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ เพราะฉะนั้นวันนี้ไหนๆก็โชคดีแล้ว ขอชิมหน่อยเถอะ ว่ารสชาติมันจะเป็นยังไงกันนะ?
แรกๆเทมป์ก็ค่อยๆละเลียดเค้กที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างช้าๆอยู่หรอก....แต่ซักพักก็คว้าใส่ปากอย่างเอาเป็นเอาตาย จียงขำกับความตะกละของคนตรงหน้า ก่อนจะวิ่งไปหาน้ำให้เจ้านี่กินแทบไม่ทัน เมื่อมันทำตาเหลือกทุบอกตัวเองเพราะเค้กติดคอ ...
พอได้น้ำไปเจ้านี่ก็กลับมากินเค้กเค้าด้วยหน้าตามีความสุขอีกครั้ง .... รอยยิ้มจริงใจนั่น ทำให้จียงคิดถึงครั้งแรกที่เค้าทำเค้กกล้วยหอมไปวางขายที่ร้านครั้งแรก ... ปากอิ่มขยับยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว.... การที่มีคนกินเค้กของเราอย่างมีความสุขแล้วมอบรอยยิ้มจริงใจกลับมามันเป็นแบบนี้นี่เองแฮะ ... จียงเพิ่งจำความรู้สึกที่หลงลืมไปนานแล้วได้ก็ตอนนี้เอง
เมื่อจัดการกับเค้กตรงหน้าเสร็จ เทมป์เงยหน้ามองคนข้างๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มละมุนที่ออกมาจากใจนั่น ทำเอาเค้าชะงักไปเล็กน้อย
ทำไมเวลาเจ้านี่ยิ้มแล้วเหมือนพลังของข้ามันหดหายไปไหนหมดฟะ ? หรือมันจะมีวิชาดูดพลัง .... มนุษย์โลกสมัยนี้เรียนรู้วิชาของโลกปิศาจได้แล้วเหรอ??? แล้วอะไรเนี่ย หัวใจมันเต้นรัวแบบแปลกๆ อะไรกัน อะไรกัน ???
“เจ้า....ชื่ออะไร?”เสียงทุ้มลอดออกมาจากปากหยัก อีกฝ่ายหันไปมองหน้าก่อนจะเปลี่ยนจากสีหน้ายิ้มแย้มมาเป็นเรียบเฉยตามปกติทันที
“ถามไปทำใม?....”หน้าสวยเริ่มเหวี่ยง หรือไอ้หมอนี่จะเป็นซาตานบ้ากามอีกคน ??
“หรือเจ้าจะไม่ทำสัญญาล่ะ? ..... ชื่ออะไร?” เทมป์หยิบกระดาษสีขาวที่ดูเก่าจนขอบเหลืองออกมาพร้อมขนนกปลายแหลมหนึ่งอัน ในนั้นมีภาษาอะไรก็ไม่รู้ที่จียงไม่เข้าใจ ....
“ในนี้เขียนว่าอะไรบ้างน่ะ ... อ่านให้ชั้นฟังด้วยสิ ... ห้ามโกหกนะ ไม่งั้นชั้นชกนายแน่ !” พูดกันอีกฝ่ายเล่นตุกติกไปงั้นแหละ ..... คิดเหรอ ว่าควอนจียงจะกล้าชกซาตานอ่ะ ??
“ก็เหมือนที่หนังสือเขียนไว้....ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ...โดยตอบแทนด้วยไอวิญญาณของเจ้า....ระยะเวลาของสัญญาขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้า....ถ้ายังไม่พอใจ ก็เรียกใช้ได้เสมอ....แต่ระวังล่ะ...เพราะถ้าโลภมากไม่ได้แก่ตายไม่รู้ด้วยนะ หึหึหึ”
จียงมองหน้าอีกฝ่ายแล้วหรี่ตาอย่างใช้ความคิด .... เอาวะ แค่ครั้งนี้เท่านั้นแหละ .... กะอีแค่ตายเร็วกว่าเดิม ปี-ครึ่งปี ช่างมันเหอะ ...
“โอเค ตกลง...ชั้นชื่อจียง......ควอน จียง” จียงเดินเข้าไปนั่งใกล้กับเทมป์ รับปากกาขนนกจากอีกฝ่ายมา เทมป์จับมืออีกฝ่ายขึ้นมาก่อนจะใช้ปลายเล็บปาดลงไปตรงปลายนิ้วชี้ของคนตรงหน้า จียงร้องซี้ดออกมาเบาๆ เลือดจากนิ้วเอ่อขึ้นมาเล็กน้อย เทมป์เอาปากกาขนนกจิ้มลงไปที่หยดเลือดนั่น ก่อนที่ปากกาจะดูดซับเลือดที่เอ่อออกมาจนหมด เมื่อเลือดเหือดแห้งหมด..แผลที่เกิดจากการกระทำเมื่อกี๊กลับหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น.....นี่คือเวทย์มนต์สินะ....
“เซ็นต์ตรงนี้....”เทมป์ชี้ลงไปบนกระดาษ ก่อนที่จะทำแบบเดียวกับจียง
เมื่อต่างฝ่ายต่างเซ็นต์สัญญาเรียบร้อยแล้ว เทมป์ลุกขึ้นยืนแล้วม้วนกระดาษใบเก่าขึ้นเก็บไว้ในสาบเสื้อคลุมสีดำ ก่อนจะหันมามองจ้องหน้าคนตัวเล็กแล้วจับไหล่บางไว้มั่น
ออกแรงยกให้จียงยืนขึ้นเช่นกัน
“เอาล่ะ งั้นก็ขอรับไอวิญญาณของนายเลยนะ” โดยไม่รอให้คู่สนทนาพูดอะไรตอบออกมา ร่างสูงค่อยๆโน้มร่างกายลงมาหาอีกคน ปากหยักสัมผัสลงไปบนริมฝีปากอิ่มที่ตอนนี้นิ่งค้างตะลึงงันให้อีกคนเก็บเกี่ยวความหอมหวานได้อย่างสะดวก ได้กลิ่นหอมๆของเค้กที่อบขึ้นมากับมือ จียงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยละล่องอยู่บนปุยเมฆสีขาวที่มีกลิ่นกล้วยหอมตลบอบอวลไปหมด รู้สึกวูบไหวในอก ไม่รู้ว่าถูกไอ้หมอนี่มันดูดวิญญาณหมดตัวรึยังก็ไม่รู้ ลิ้นอุ่นค่อยๆแทรกเข้ามาแตะต้องลิ้นเล็กของจียง ทำเอาคนที่เคลิ้มอยู่เมื่อครู่เบิกตาโพลง แต่เมื่อถูกต้อนจนมุมแล้ว ความรู้สึกเดิมกลับมาอีกรอบ ทำเอาต้องรั้งแขนแกร่งเอาไว้ไม่ให้ทรุดลงไป เพราะอยู่ดีๆขาของจียงเหมือนไม่มีแรงซะอย่างงั้น ...... นี่มันอะไรกัน.....
เมื่อกอบโกยความหอมหวานจนพอใจแล้วก็ค่อยๆผละออกจากปากเล็กนั่นช้าๆ จียงทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้ ก่อนจะค่อยๆคืนสติอีกครั้ง ตาเรียวตวัดมองไปที่อีกคนทันที
“นาย....ไอ้บ้าเอ๊ย......ทำไมทำแบบนี้.....จูบ....ทำไมวะ?” จียงใช้หลังมือเช็ดปากอย่างแรงจนปากนั่นแดงไปหมด ไม่อยากจะเชื่อ ว่าเมื่อกี๊เค้าดันแอบรู้สึกดีไปกับจูบที่ผู้ชายมอบให้ซะงั้นอะ!
“อ้าว ก็เจ้าทำสัญญากับข้าแล้ว ข้าก็ต้องได้ไอวิญญาณจากเจ้าสิ....ว่าแต่จูบคืออะไรเหรอ?” อีกฝ่ายถามกลับแบบหน้าซื่อตาใส ทำเอาอารมณ์โกรธกลายเป็นงง ว่าทำไม? อะไร? ยังไงดี? .... นี่มันเด็กสามขวบรึไงฟะ ? ใสซื่อซะขนาดนี้เนี่ย ?????
“ก็แบบเมื่อกี๊เค้าเรียกว่าจูบเฟ้ย......”จียงอธิบายเสียงสูง
“แบบนั้นที่โลกของข้าเรียกว่าแลกเปลี่ยนข้อตกลง” เทมป์ตอบแบบซื่อๆตามเคย
จียงตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ คนพรรค์นี้ไปเอาอะไรกะมันมากไม่ได้หรอก จียง ....ปล่อยวาง ปล่อยวางงง..... นับหนึ่งถึงสิบในใจ .....
“ส่วนของเจ้า พรุ่งนี้ข้าจะมาอีกครั้ง แล้วเราจะไปเอาสิ่งท%

มาเยี่ยมบ้านใหม่
เรื่องน่ารักมากๆๆ
เด็กบ้าแบรนด์ มาเจอกัน
แต่วิธีแลกเปลี่ยนข้อตกลงนี่เขินแทน
รอดูครั้งต่อไปน้องจีจะขออะไร
#1 By nekko (111.84.247.151) on 2011-02-06 10:57